Follow

Show

ภารกิจของส่วนงานตรวจประเมินสถาบันยานยนต์กับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันยานยนต์ องค์กรอิสระก่อตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี โดยความร่วมมือของภาครัฐ และเอกชน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 และจัดตั้งขึ้นโดยกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 14 กันยายนในปีเดียวกัน อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันยานยนต์ ใช้กฎระเบียบการบริหารงาน แบบเอกชน ไม่ผูกพันระเบียบปฏิบัติ และข้อบังคับของราชการ และรัฐวิสาหกิจ โดยสถาบันยานยนต์ เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน ในตลาดโลก ให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงาน และมีความเป็นอิสระในตัวเองเท่าที่กฎหมายจะเอื้ออำนวย ปัจจุบันสถาบันยานยนต์มีภารกิจอยู่หลายด้าน อาทิ การบริการทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ การฝึกอบรมและพัฒนาผู้ประกอบการ การศึกษาข้อมูลอุตสาหกรรมยานยนต์ บริการศูนย์สารสนเทศยานยนต์ และกิจกรรมการตรวจประเมิน โดยผู้เขียนขอนำเสนอ “กิจกรรมการตรวจประเมิน” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สำคัญของสถาบันยานยนต์
ส่วนงานการตรวจประเมิน ของสถาบันยานยนต์นั้นมีภารกิจหลัก 2 ภารกิจ คือ
1. การตรวจ Free Zone ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 144/2560
2. การตรวจประเมินระบบคุณภาพโรงงานตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือที่เรียกว่า Inspection Body (IB)


1.การตรวจ Free Zone
ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 144/2560 ซึ่งกิจกรรมการตรวจ Free Zone นี้ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์โดยการยกระดับกระบวนการผลิตในโรงงานของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานนต์ และเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานในประเทศ 

การใช้สิทธิ์ Free Zone นั้นผู้ประกอบการที่ยื่นขอจะต้องมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขต Free Zone และต้องมีกระบวนการผลิตมีสาระสำคัญเป็นไปตามประกาศของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และต้องมีต้นทุน RVC ไม่น้อยกว่า 40% โดยสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับ อาทิ การยกเว้นภาษีนำเข้าของวัตถุดิบส่วนที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ในส่วนต้นทุน RVC ในส่วนของวัตถุดิบนั้นสามารถสำแดงได้ 2 กรณี คือ กรณีการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศอื่นในอาเซียนสามารถสำแดงได้โดยใช้ Form D กรณีที่มีกระบวนการผลิตในประเทศนั้นผู้ประกอบการสามารถยื่นขอให้สถาบันยานยนต์ไปตรวจสอบกระบวนการผลิตวัตถุดิบและให้การรับรองกระบวนการผลิตวัตถุดิบว่าไม่ใช่อย่างง่ายและมีสาระสำคัญในการจัดทำวัตถุดิบ โดยสถาบันยานยนต์ได้มีการพัฒนาระบบการตรวจ และความสามารถของบุคลากร ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์อย่างรวดเร็วนั้นทำให้หน่วยตรวจของ สถาบันยานยนต์ ต้องพัฒนาองค์ความรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้วย ซึ่งปัจจุบัน สถาบันฯ ได้มีการจัดทำหลักเกณฑ์วัตถุดิบยานยนต์ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีด้วย อาทิ   

  • 1. แบตเตอรี่ที่ใช้ในการขับเคลื่อน
    แบตเตอรี่ถือเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และในปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีขนาดเล็กลง และมีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง การที่แบตเตอรี่มีราคาที่ถูกลงและประสิทธิภาพที่สูงขี้นเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ราคารถไฟฟ้าลดลงก่อให้เกิดแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาซื้อรถไฟฟ้ามากขึ้นในอนาคต โดยปัจจุบันแบตเตอรี่ที่เป็นที่นิยมในรถไฟฟ้าคือ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน โดยจุดเด่นของ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนคือความจุพลังงานและกำลังไฟฟ้าที่สูงกว่าแบตเตอรี่ตระกูลนิกเกิล และกรดตะกั่ว
    นอกจากนี้ ยังมีค่าศักย์ไฟฟ้าสูง มีอัตราการสูญเสียประจุระหว่างไม่ใช้งาน (self-discharge rate) ที่ต่ำ และมีความปลอดภัยสูง นอกจากแบตเตอรี่ ลิเทียมไอออน ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานผสมแบบเสียบปลั๊ก หรือปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) แล้วยังมีแบตเตอรี่ประเภท นิเกิล อาทิ นิเกิลเมทัลไฮไดรด์ ที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานผสม หรือไฮบริด (HEVs) บางรุ่นเช่นเดียวกัน โดยแบตเตอรี่เป็นชิ้นส่วนหลักที่ภาครัฐในการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศ โดยหลักเกณฑ์ในการรับรองกระบวนการผลิตแบตเตอรี่นั้นแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

    1.แบตเตอรี่ที่มีกระบวนการผลิตระดับ Packing Battery โดยมีการ นำ Module ของ Cell และชิ้นส่วนอื่นๆ อาทิ Housing สายไฟ ระบบหล่อเย็น เซ็นเซอร์ต่างๆ และอุปกรณ์อื่นๆมาประกอบเข้าด้วยกัน และมีการตรวจสอบ

    2.แบตเตอรี่ที่มีกระบวนการผลิตระดับ Module of Cell Battery ที่มีการนำ Cell แบตเตอรี่เข้ามาผ่านกระบวนการ ประกอบ Module ของ Cell และนำ Module ของ Cell และชิ้นส่วนอื่นๆ อาทิ Housing สายไฟ ระบบหล่อเย็น เซ็นเซอร์ต่างๆ และอุปกรณ์อื่นๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน และมีการตรวจสอบ

    3.แบตเตอรี่ที่มีกระบวนการผลิตระดับ Cell ขั้นปลาย การผลิตที่เริ่มต้นจากการเติมอิเล็กโตรไลต์ลงเซลล์แบตเตอรี่ที่มีกระบวนการประกอบคาโทด อาโนด และแผ่นกั้นลงใน Housing จากต่างประเทศ ตรวจสอบ และนำ Cell ที่ได้มามาผลิต ระดับ Module Assembly และ Packing Assembly ตามลำดับ รวมถึงมีกระบวนการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ 3 รายการ
    การผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้ในการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันในประเทศไทยนั้นมีการผลิตในระดับ Packing Battery เป็นหลัก เนื่องจากเป็นการเริ่มต้นการผลิตซึ่งยังมีการผลิตในจำนวนไม่มาก ซึ่งในอนาคตถ้ารถไฟฟ้ามีปริมาณการขายมากยิ่งขึ้นในอนาคตก็น่าจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะมาลงทุนการผลิตแบตเตอรี่ในระดับ Module Assembly และในระดับ Cell ต่อไป รวมถึงการผลิตชิ้นส่วนสำคัญของแบตเตอรี่ อาทิ สายไฟแรง
    ดันสูง ตัวเรือน ระบบหล่อเย็น ตัวกรองสัญญานแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น
  • 2. Traction Motor มอเตอร์ที่ใช้ในการขับเคลื่อน
    Traction Motor เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของรถไฟฟ้ามีหน้าที่ในการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นพลังงานกลในการขับเคลื่อนยานยนต์ โดย Traction Motor มีทั้งประเภทมอเตอร์กระแสตรง (DC) และมอเตอร์กระแสสลับ (AC) สำหรับที่ใช้ในการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นแบบไฟฟ้ากระแสสลับ เพราะให้แรงบิดมากแม้ในความเร็วรอบสูง ให้กำลังมาก และมีโครงสร้างมอเตอร์ที่เอื้อต่อการถ่ายเทความร้อนได้ดี จึงเหมาะสมกับการใช้ในงานลากจูงหรือขับเคลื่อนพาหนะนอกจากนี้ มอเตอร์กระแสสลับยังทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟในระหว่างการหยุดรถที่กำลังเคลื่อนที่ (regenerative braking ) เพื่อแปลงพลังงานกลจากการเคลื่อนที่ของรถยนต์กลับเป็นพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าไปยังแบตเตอรี่ได้อีก ในปัจจุบันภาครัฐมีนโยบายในการสนับสนุนให้ผลิต Traction Motor ในประเทศ โดยกระบวนที่ถูกกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ในการรับรองคือ การพันขนลวด หรือการทำชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ อาทิ Rotor, Stator, และ Housing โดยให้เลือก 2 ใน 3  ซึ่งในชิ้นส่วนดังกล่าวก็เป็นโอกาสหนึ่งในการลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิตในการป้อนอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าในประเทศและส่งออกด้วย

  • 3. อุปกรณ์การควบคุมการทำงานของรถไฟฟ้า 
    อุปกรณ์การควบคุมการทำงานของรถไฟฟ้า อาทิ อุปกรณ์การควบคุมการทำงานของแบตเตอรี่ (Battery Management System, (BMS)), อุปกรณ์การควบคุมการขับเคลื่อนทางไฟฟ้า (Drive Control Unit, (DCU)) โดยอุปกรณ์ที่กล่าวมามีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือ 

            (1) Hardware ประกอบไปด้วยแผงวงจร PCB อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และกล่องควบคุม ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะมาลงทุนในประเทศ โดยกระบวนการผลิตที่ถูกกำหนดเป็นหลักเกณฑ์คือ การเชื่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลงบนแผงวงจร (Surface Mount Technology, SMT) , Assembly, Function Test และ

            (2) Software ในเรื่อง Software นั้นยังเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทยที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีการพัฒนาซอฟท์แวร์ในประเทศ โดยหลักเกณฑ์ในเรื่องการพัฒนา Embedded Software คือการทดสอบความใช้ได้ของ Embedded Software โดยวิธี Hardware in the loop test (HILT)

    นอกจากที่กล่าวมาอุปกรณ์อื่นๆ ที่จะมาพร้อมกับรถไฟฟ้าอาทิ Inverter, Converter และ Reduction Gear นั้น สถาบันฯ ก็มีการให้ความสำคัญและมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในวัตถุดิบดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยชิ้นส่วนดังกล่าวทั้งหมดเป็นโอกาสของผู้ผลิตชิ้นส่วนที่จะมาลงทุนในประเทศไทยต่อไป ถ้ามีการลงทุนในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและทำให้ประเทศไทยมีปริมาณสารมลพิษในอากาศที่น้อยลงซึ่งมีส่วนช่วยในการลดโลกร้อนได้อีกต่อไป 

----------------------------------------------------

2. การตรวจประเมินระบบคุณภาพโรงงานตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือที่เรียกว่า IB
โดยกิจกรรมนี้เป็นการสนับสนุนงานของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ให้มีความสะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดเวลาในกระบวนการรับรอง เสริมความสามารถในการแข่งขันและทำให้ประเทศมีขีดความสามารถในการลงทุนเพิ่มขี้น โดยกิจกรรมนี้เป็นการตรวจระบบคุณภาพของโรงงานว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์เฉพาะของมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือไม่ โดยสาระสำคัญในการตรวจการทำตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) นั้นจะมีการตรวจระบบคุณภาพ 5 ข้อ ซึ่งประกอบด้วย การควบคุมการจัดซื้อและการตรวจสอบวัตถุดิบ การควบคุมระหว่างผลิต การควบคุมผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปโดยเฉพาะการตรวจสอบเป็นประจำตามมาตรฐาน มอก. การควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด การควบคุมเครื่องมือวัดและทดสอบ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกจากโรงงานมีมาตรฐานเป็นไปตาม มอก. สำหรับ Output ที่ได้จากการตรวจคือรายงานผลการตรวจโรงงานหรือ Audit Report ซึ่ง ผู้ประกอบการสามารถนำไปยื่นกับ สมอ. พร้อมกับผลการทดสอบผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้รับอนุญาตเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์ในประเทศหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์ต่อไป


 
ปัจจุบันสถาบันยานยนต์ได้มีการให้บริการทั้งกรณีตรวจอนุญาต และกรณีตรวจติดตามภายหลังได้รับอนุญาต และบริการในขอบข่ายยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์และผลิตภัณฑ์เหล็ก โดยสถาบันฯยานยนต์ยังมุ่งมั่นที่จะขยายขอบข่ายการให้บริการไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วย รวมถึงได้เห็นความสำคัญในการพัฒนาความสามารถของผู้ตรวจให้รองรับเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคตอาทิ การพัฒนาผู้ตรวจให้มีความรู้ในมาตรฐานไอเสียรถยนต์ขนาดเล็กตามมาตรฐาน EURO5 และ EURO 6 ตามลำดับ มาตรฐานไอเสียรถจัรยานยนต์ตามมาตรฐาน EURO4 มาตรฐานยางตาม UN ECE 117

โดยกิจกรรมตรวจประเมินตามมาตรฐาน มอก. ของสถาบันยานยนต์นั้นปัจจุบันได้รับการรับรอง ISO/IEC 17020 และกิจกรรมการตรวจ Free Zone ก็ได้การรับรอง ISO 9001 และผู้ตรวจมีประสบการณ์ทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศมากว่า 10 ปี และมีความมุ่งมั่นบริการ ด้วยความเป็นกลาง โปร่งใส ถูกต้อง รวดเร็ว การพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า โดยเป้าหมายของสถาบันฯ คือการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ติดต่อ หน่วยตรวจ สถาบันยานยนต์ ได้ที่ :
แผนกตรวจประเมิน สถาบันยานยนต์
ชั้น 4 อาคารสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา (สพข.) ซ.ตรีมิตร
กล้วยน้ำไท ถ.พระรามที่ 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์ : 0-2712-2414 ต่อ 6601 โทรสาร  : 0-2712-2415
อีเมล์ : kessuda@thaiauto.or.th  Line@   : @thaiauto




 
เพิ่มเติม