Follow

Show

สยย. เตรียมผู้ประกอบการขับเคลื่อนยานยนต์สู่อากาศยาน

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 – นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ได้ดำเนินการจัดงานสัมมนา Wheels to Wings : ขับเคลื่อนยานยนต์สู่อากาศยาน ภายใต้โครงการยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์สู่อุตสาหกรรมอากาศยาน โดยมีวัตุประสงค์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรจากสถานประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านมาตรฐานอุตสาหกรรมอากาศยาน เพื่อรองรับและยกระดับศักยภาพในการผลิตและการแข่งขันด้านการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ มุ่งสู่อุตสาหกรรมอากาศยานในอนาคต โดยได้รับการสนับสนุนโครงการฯ จากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันการบินพลเรือน และภาคเอกชนในอุตสาหกรรมอากาศยาน ร่วมแนะนำแนวทางการพัฒนา การเตรียมความพร้อมแก่ผู้ประกอบการในโครงการฯ ในปี 2563 นี้อาทิ การจัดกิจกรรมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้ในสถานประกอบการในอุตสาหกรรมอากาศยาน กิจกรรมการประเมินความพร้อมของผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมอากาศยาน และกิจกรรมการให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการ

นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ประธานการเปิดการสัมมนาฯ กล่าวว่า อุตสาหกรรมอากาศยานเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอนาคต หรือ New S-Curve ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตประเทศไทยมีความได้เปรียบ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค แต่ด้วยสถานการณ์การระบาดของเชื้อ    โควิด-19 ทำให้อุตสาหกรรมอากาศยานและการขนส่งทางอากาศนั้นได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการจำกัดเส้นทางการบินและจำนวนเที่ยวบินที่ให้บริการ แต่ยังคงมีความต้องการในส่วนของการขนส่งอาหาร ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันมีเครื่องบินโดยสารที่ใช้บริการทั่วโลกประมาณ 20,000 ลำ และคาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีเครื่องบินใหม่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 42 หรือประมาณ 14,000 ลำ รวมประมาณ 34,000 ลำ ซึ่งจากความต้องการเครื่องบินที่เพิ่มมากขึ้นนี้ทำให้เห็นว่าทั่วโลกต่างให้ความสนใจในการเข้าสู่อุตสาหกรรมอากาศยาน ประเทศไทยมีความได้เปรียบ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค และคาดว่าจะมีจำนวนผู้ใช้บริการขนส่งทางอากาศเพิ่มขึ้น 3 เท่า ในปี พ.ศ. 2579 หรือประมาณ 180 ล้านคน ทำให้ตลาดด้านอุตสาหกรรมอากาศยานเติบโตและเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอากาศยานทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ และพร้อมด้วยอุตสาหกรรมสนับสนุนรองรับเป็นจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น จึงมีโอกาสในการเชื่อมโยงเข้าสู่ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมอากาศยานของโลกได้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีการบูรณาการแผนการดำเนินงานร่วมกัน โดยรัฐบาลได้มีแผนในการสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน การผลิตชิ้นส่วนและเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอากาศยานในอนาคต และได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่ของโลก เช่น บริษัท Rolls-Royer Boing และ Airbus ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อยกระดับความสามารถและเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าสู่อุตสาหกรรมอากาศยานต่อไป

พลเรือตรีปิยะ อาจมุงคุณ อดีตผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน ได้ให้เกียรติรับเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายเรื่อง “โควิด-19 กับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอากาศยานไทย” กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอากาศยานที่ไม่สามารถทำการให้บริการได้ ส่งผลต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมดโดยคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมอากาศยานจะทำการฟื้นตัวได้ใน 2-3 ปี ทั้งนั้นปัจจัยสำคัญคือการใช้วัคซีน ในอุตสาหกรรมการบินในปัจจุบันที่ยังทำอยู่คือการขนส่งเครื่องอุปโภคบริโภค และในอนาคตอุตสาหกรรมการบินจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้รับบริการ นั้นหมายถึงกฎที่เข้มงวดขึ้น ถึงแม้จะเป็นวิกฤตแต่อุตสาหกรรมอากาศยานก็ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นในอนาคตดังนั้นจึงจำเป็นมีการเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วน เพื่อรอโอกาสที่จะเข้ามาในอนาคต เช่น นโยบายภาครัฐที่จะเดินหน้าเรื่อง MRO ภาคการผลิตชิ้นส่วนต้องเตรียมความพร้อมด้วยการเพิ่มปริมาณสถานประกอบการที่มีความสามารถชิ้นส่วนอากาศยาน โดยเริ่มจาก AS9100 และในส่วนของอุปการณ์ภาคพื้นมีแนวโน้มจะเป็นอุปการณ์ที่ใช้ไฟฟ้าเช่น รถบัสไฟฟ้าที่วิ่งส่งผู้โดยสารในสนามบิน รวมถึงรถเครื่องยนต์ต่าง ๆ ที่ใช้ในสนามบินจะถูเปลี่ยนเป็นระบบไฟฟ้า เป็นต้น

คุณพรฤดี เบญจปิยะพร ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์และอากาศยาน ได้กล่าวถึง “แนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมอากาศยาน” ว่าในด้านอุตสหากรรมการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐานตามที่ได้ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีพัฒนาและรักษาบุคลากรอย่างดีเยี่ยม หนึ่งในความสามารถของบุคลากรของอุตสหากรรมคือเรื่องของภาษาโดยเฉพาะภาษาด้านเทคนิค ดังนั้นบุคลากรในตำแหน่งที่สำคัญๆ จะต้องถูกตรวจสอบคุณบัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะต่ำแหน่งระดับสูง นั่นหมายความว่าจะต้องมีความรู้และประกอบการ รวมถึงเครือข่ายที่ดี ดังนั้นต้นทุนในการรักษาบุคลากร   จึงสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ และสถานประกอบการผลิตชิ้นส่วนอากาศยานจะต้งรู้จักลูกค้าเป็นอย่างดี เช่น Airbus แต่ละประเทศมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน หรือเป็นการยากมากที่จะผลิตชิ้นส่วนอากาศยานให้ทั้งผู้ผลิตเครื่องบินของจีนและของตะวันตก เนื่องจากฝั่งตะวันตกจะมีความกังวลเครื่องการรั่วไหลขององค์ความรู้

           

นายพุฒิพงศ์ ฐนิจเมธากรณ์ ผู้แทนจากบริษัท ทีบีเคเค (ประเทศไทย) จำกัด ได้ยกตัวอย่างถึงกรณีศึกษา “การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของผู้ซื้อในอุตสาหกรรมอากาศยาน” กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยที่ผลิตชิ้นส่วนอากาศยานเป็นแบบ BUIL TO PRINT ดังนั้นควรพัฒนาในเรื่องของการออกแบบและวิจัย แต่เป็นเรื่องยากหากไม่มีเครือข่ายของผู้ซื้อรายใหญ่ที่จะช่วยในการพัฒนาและวิจัย แต่เบื้องต้นจะต้องเริ่มจากการผลิตตามแบบ จึงจำเป็นต้องเริ่มจากการหาโอกาสด้วยการพัฒนาระบบเป็น AS9100 ซึ่งเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมอากาศยาน ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยจะมีระบบ ISO 9001 เป็นอย่างน้อย โดยในส่วนของบริษัท ทีบีเคเค (ประเทศไทย) จำกัด เองได้รับการรับรอง IATF 16949 ซึ่งข้อกำหนดส่วนใหญ่จะมีครอบคลุมข้อกำหนด AS9100 เช่นกัน




 
เพิ่มเติม