นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ประจำวันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 2569 ถึงทิศทางอุตสาหกรรมไทย โดยย้ำว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องไม่แลกกับปัญหามลพิษหรือทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง
ประเด็นที่ให้น้ำหนักมาก คือการจัดการกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย หลังยอมรับว่ากฎหมายบางฉบับใช้มานาน 40-50 ปี โทษปรับเดิมไม่เกิน 200,000 บาท ต่ำจนผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกจ่ายค่าปรับแทนการบำบัดของเสียที่ถูกต้อง
ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างแก้ พ.ร.บ.โรงงาน และกฎหมายกากอุตสาหกรรม พร้อมหารือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม DSI และศุลกากร เพื่อยกระดับการเอาผิดให้เชื่อมถึงเส้นทางการเงิน ตามยึดทรัพย์เจ้าของกิจการ และผลักดันค่าปรับไปถึงระดับ 8 หลัก
“วันนี้การลงโทษมันถูกกว่าการเอาไปบำบัด หากโทษเบาเกินไปก็ไม่ทำให้ผู้กระทำผิดเกรงกลัว จึงต้องทำให้การฝ่าฝืนกฎหมายไม่คุ้ม และบังคับให้กากอุตสาหกรรมกลับเข้าสู่ระบบกำจัดที่ถูกต้อง" นายวราวุธ กล่าว
นายวราวุธ กล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องเร่งเตรียมรับมือ คือขยะจากเทคโนโลยีสะอาด ทั้งแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่รถ EV ซึ่งจะทยอยหมดอายุในไม่กี่ปี โดยเฉพาะแผงโซลาร์ที่ใช้มานานราว 10 ปีและมีอายุใช้งานประมาณ 15 ปี ซึ่งอาจกลายเป็นขยะจำนวนมากในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
กระทรวงฯ จึงเร่งผลักดันนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล รวบรวมโรงงานรีไซเคิลและกำจัดของเสียอันตรายไว้ในพื้นที่ควบคุมเฉพาะ มีระบบบำบัดน้ำเสียรวมและการติดตามตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ซากแบตเตอรี่ แผงโซลาร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปกองปะปนกับขยะทั่วไป
ทั้งนี้ แบตเตอรี่ EV ที่หมดสภาพจากการใช้งานในรถไม่ได้หมายความว่าต้องทิ้งทั้งหมด บางส่วนสามารถนำไป recondition และใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน หรือ ESS ได้ ส่วนที่เสื่อมจริงต้องกำจัดอย่างถูกวิธี เพราะมีสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ ไทยจะไม่เลือกเดินเส้นทาง EV เพียงทางเดียว แต่ใช้แนวทาง Multi-pathway เปิดพื้นที่ให้ทั้งรถเครื่องยนต์สันดาป รถไฮบริด PHEV รถไฟฟ้า BEV และเทคโนโลยีไฮโดรเจนในอนาคต พร้อมดูแลฐานค่ายญี่ปุ่นและซัพพลายเออร์เดิมที่สร้างงานให้คนไทยจำนวนมาก
“คนที่เคยช่วยเราเอาไว้ในอดีต พอถึงเวลาเราเจอความท้าทายใหม่ๆ เข้ามา เราต้องจับมือกัน ไม่ใช่ไปทิ้งเขา ส่วนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยต้องเร่งปรับตัว เพราะรถยุคใหม่มีลักษณะเป็นคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่มากขึ้น ” นายวราวุธ กล่าว
นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและ SME Bank จะเข้าช่วยทั้งเงินทุนและองค์ความรู้ในการเปลี่ยนผ่าน ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องเพิ่มความแม่นยำและความยืดหยุ่นให้รองรับทั้ง ICE ไฮบริด และ EV เพราะไทยยังเป็นฐานผลิตรถส่งออกไปหลายตลาด ซึ่งแต่ละประเทศมีความต้องการเทคโนโลยีไม่เหมือนกัน
อีกโจทย์สำคัญคือมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก เช่น CBAM ของยุโรป ที่เริ่มกดดันผู้ส่งออกไทยให้ใช้พลังงานสะอาด มีระบบบำบัดที่ได้มาตรฐาน และพัฒนาโรงงานไปสู่ Green Industry กระทรวงจะทำหน้าที่ทั้งกำกับมาตรฐานและช่วย SME เข้าถึงความรู้กับเงินทุนเพื่อปรับโรงงาน
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมจะเดินหน้าได้ แต่ต้องไม่เบียดเบียนชุมชน หากการดำเนินงานของนิคมหรือโรงงานสร้างผลกระทบต่อประชาชนก็ต้องเข้าไปแก้ไขและเยียวยา พร้อมเปิดช่องให้ประชาชนแจ้งปัญหาโรงงาน น้ำเสีย หรือมลพิษผ่านสายด่วนกระทรวงอุตสาหกรรม 1564 ได้ตลอดเวลา